Wednesday, January 28, 2009

ร่วมงานวิจัยเด็ก LD หัวข้อ "การจัดการเรียนร่วม"

ร่วมงานวิจัยเด็ก LD หัวข้อ "การจัดการเรียนร่วม"
1.

2.
4.

5.

6.

ร่วมงานวิจัยเด็ก LD

[ร่วมงานวิจัยเด็ก LD]
1.การพัฒนาแผนการสอนทักษะภาษาไทยด้วยวิธีการสอนแบบการเรียนรู้ตามสภาพ ที่แท้จริงสำหรับนักเรียนที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 และ 4 โดย พัชร เศรษฐวิวรรธน์
[-Donwload-]
2.

4.

5.

6.

7.


8.

9.


11.



12.


13.

14.

15.


16.

Thursday, January 8, 2009

"เด็กที่มีความบกพร่องในการเรียนรู้(Learning Disabilities)" โดย www.autismthai.com

ความบกพร่องด้านการเรียนรู้ (Learning disabilities, LD)
เป็นความบกพร่องในกระบวนการเรียนรู้ที่แสดงออกมาในรูปของปัญหาการอ่าน การเขียน การสะกดคำ การคำนวณและเหตุผลเชิงคณิตศาสตร์ เกิดจากการทำงานที่ผิดปกติของสมอง ทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำกว่าที่ควรจะเป็น โดยพิจารณาจากผลการเรียนเปรียบเทียบกับระดับเชาวน์ปัญญาเด็ก LD น่าจะมีสาเหตุจากสมองทำงานผิดปกติ โดยมีรายงานการวิจัยสนับสนุนดังนี้
1. พยาธิสภาพของสมอง การศึกษาเด็กที่มีบาดแผลทางสมอง เช่น คลอดก่อนกำหนด ตัวเหลืองหลังคลอด แต่มีสติปัญญาปกติ พบว่ามีปัญหาการอ่านร่วมด้วย
2. ความผิดปกติของสมองซีกซ้าย โดยปกติสมองซีกซ้ายจะควบคุมการแสดงออกทางด้านภาษา และสมองซีกซ้ายจะมีขนาดโตกว่าซีกขวา แต่เด็กLD สมองซีกซ้ายและซีกขวาเท่ากัน และมีความผิดปกติอื่นๆ ที่สมองซีกซ้ายด้วย
3. ความผิดปกติของคลื่นสมอง เด็ก LD จะมีคลื่นอัลฟาที่สมองซีกซ้ายมากกว่าเด็กปกติ
4. กรรมพันธุ์ เด็กที่มีปัญหาการอ่าน บางรายมีความผิดปกติของโครโมโซมคู่ที่ 15 และสมาชิกของครอบครัวเคยเป็น LD โดยที่พ่อแม่มักเล่าว่า เมื่อตอนเด็กๆ ตนเคยมีลักษณะคล้ายๆกัน
5. พัฒนาการล่าช้า เดิมเชื่อว่าเด็ก LD มีผลจากพัฒนาการล่าช้า แต่ปัจจุบันไม่เชื่อเช่นนั้น เพราะเมื่อโตขึ้นเด็กไม่ได้หายจากโรคนี้
>>ประเภทของปัญหาการเรียนรู้
 ความบกพร่องด้านการพูด การฟัง
เด็กไม่สามารถถ่ายทอดความคิดออกมาเป็นคำพูดที่เหมาะสม เด็กอาจจะพูดได้ช้าหรือใช้คำพูดไม่เป็น หรืออาจจะออกเสียงคำต่างๆ ได้ไม่ถูกต้อง เด็กต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการทำความเข้าใจกับคำพูดที่ได้ยิน ซึ่งทำให้คนอื่นคิดว่าเด็กไม่สนใจฟัง เด็กที่มีปัญหาด้านนี้อาจขอให้คนอื่นพูดประโยคเดิมซ้ำอีก จนบางครั้งทำให้คนอื่นรู้สึกหงุดหงิด รำคาญ หรือหัวเราะเยาะ
 ความบกพร่องด้านการเขียนและสะกดคำ
ในการเขียนพยัญชนะ เด็กจะลากเส้นวนๆ ไม่รู้ว่าจะม้วนหัวเข้าหรือออก เรียงลำดับอักษรผิด เช่น สถิติ เป็นสติถิเขียนพยัญชนะหรือตัวเลขสลับกัน ม-น, ภ-ถ, ด-ค, b-d, p-q, 6-9 เขียนพยัญชนะกลับกัน คล้ายมองจากกระจกเงา สะกดคำผิด เป็นต้น
เขียนหนังสือ ลอกโจทย์จากกระดานช้า เพราะกลัวสะกดผิด เขียนไม่ตรงบรรทัด เขียนต่ำหรือเหนือเส้น ขนาดตัวอักษรไม่เท่ากัน ไม่เว้นขอบ ไม่เว้นช่องไฟ จับดินสอหรือจับปากกาแน่นมาก ลบบ่อยๆ เขียนทับคำเดิมหลายครั้ง เขียนหนังสือตัวโต
 ความบกพร่องด้านการอ่าน
เด็กจะมีความยากลำบากในการอ่าน เช่น อ่านคำต่อคำ จะต้องสะกดคำจึงจะอ่านได้ อ่านออกเสียงไม่ชัดเจน ไม่ระมัดระวังในการอ่าน อ่านเพิ่มเติม อ่านผิดประโยค หรือผิดตำแหน่ง อ่านโดยไม่เน้นคำ หรือเน้นข้อความบางตอน จำคำศัพท์ได้จำกัด พยายามอธิบายความหมายของคำที่อ่านไม่ได้ ผันเสียงวรรณยุกต์ไม่ได้ จับใจความสำคัญ หรือเรียงลำดับเหตุการณ์ของเรื่องที่อ่านไม่ได้ ไม่รู้จักเดาคำจากคำหรือประโยคที่อยู่หน้าหรือหลังคำ หรือย่อหน้านั้นๆ
 ความบกพร่องด้านการคำนวณและเหตุผลเชิงคณิตศาสตร์
เด็กไม่เข้าใจค่าของตัวเลข (Concept of number) ได้แก่ หลักหน่วย สิบ ร้อย พัน หมื่น... นับเลขไปข้างหน้าหรือนับเลขย้อนหลังไม่ได้ คำนวณบวก ลบ คูณ หาร ด้วยการนับนิ้ว จำสูตรคูณไม่ได้ เขียนเลขกลับกัน เช่น 13 เป็น 31 ยุ่งยากกับการตีโจทย์ปัญหา หรือการอ่านตัวเลขหลายตัว บางคนอาจใช้วิธีท่องจำและเขียนคำตอบได้ แต่เมื่อให้แก้ไขโจทย์ที่ใช้ในชีวิตประจำวันกลับทำไม่ได้ เช่น ไม่สามารถแลก/ทอนสตางค์ได้ ไม่เข้าใจเรื่องเวลา สอนเรื่องเวลาได้ยาก
 ปัญหาพฤติกรรมและอารมณ์ที่อาจพบร่วมด้วย
เด็กที่มีปัญหาการอ่าน การเขียน การสะกดคำและการคำนวณ มักรู้สึกหงุดหงิดและรู้สึกด้อยที่ตนเองทำไม่ได้ทัดเทียมเพื่อนๆ ดังนั้นเด็กอาจแสดงพฤติกรรมในรูปแบบต่างๆ ดังนี้ หลีกเลี่ยงการอ่าน การเขียน ทำสมุดการบ้านหายบ่อยๆ บางคนอาจต่อต้านแบบดื้อเงียบ ไม่ทำตามที่ครูสั่ง หรือปฏิเสธโดยตรง ทำให้ดูเป็นเด็กเกียจคร้าน ไม่มีสมาธิในการเรียน ทำงานช้า ทำงานไม่เสร็จในชั้นเรียน ทำงานสะเพร่า ความจำไม่ดี เรียนได้หน้าลืมหลัง ออดอ้อนแบบเด็กๆ โดยเฉพาะกรณีที่มีน้องเล็ก กลัวครูดุ กลัวเพื่อนล้อว่า "อ่านหนังสือช้า" กล่าวโทษว่าครูสอนไม่ดี เพื่อนแกล้ง รู้สึกเบื่อหน่ายท้อแท้ รู้สึกว่าตนเอง "ไม่เก่ง" "รู้สึกด้อย" และไม่มั่นใจในตนเอง มักตอบคำถามว่า " ทำไม่ได้" "ไม่รู้" "ไม่ทราบ" ทำตัวเป็นตัวตลกในห้องเรียน เพื่อกลบเกลื่อนอารมณ์ขึ้นๆลงๆหงุดหงิดง่าย ไม่อดทน ก้าวร้าวกับเพื่อนพี่น้องครู หรือพ่อแม่
>>การช่วยเหลือเด็ก LD
การช่วยเหลือที่สำคัญทีสุดคือ การจัดการศึกษาพิเศษในรูปแบบที่เหมาะสมกับเด็กในแต่ละราย ปัจจุบันประเทศไทยยังมีครูการศึกษาพิเศษไม่เพียงพอกับความต้องการของเด็ก ดังนั้นการช่วยเหลือเด็ก LD จะต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างครูการศึกษาพิเศษ ครูประจำชั้น นักจิตวิทยา แพทย์ และผู้ปกครอง
การจัดการเรียนการสอน
การจัดการเรียนการสอนจำเป็นต้องทำแผนการเรียนการสอนเฉพาะบุคคลที่เรียกว่า Individual Educational Planning (IEP) โดยจัดทำเป็นเทอมหรือเป็นปี มีการกำหนดวัตถุประสงค์ของการเรียนอย่างเป็นขั้นตอนและกำหนดวิธีที่จะไปถึงเป้าหมายนั้น และควรเขียนในรูปแบบที่เข้าใจง่ายและนำไปปฏิบัติได้
>>การช่วยเหลือด้านอื่นๆ
เด็ก LD มักพบปัญหาอื่นๆร่วมด้วย ดังนั้นจำเป็น ต้องให้ความช่วยเหลือด้านอื่นควบคู่กันไป เช่น การรักษาด้วยยา การฝึกพูด การฝึกกล้ามเนื้อมือมัดเล็ก เป็นต้น
ที่มา: www.autismthai.com

"เด็กที่มีความต้องการพิเศษ" โดย สถาบันราชภัฎนครราชสีมา

ความหมายของเด็กที่มีความต้องการพิเศษ

โดยสภาพทั่วไปในสังคมหากใครทำอะไร มีอะไร หรือปฏิบัติอะไรที่ไม่เหมือนกับสมาชิกคนอื่น ๆ ในสังคม เรามักจะเรียกบุคคลเหล่านี้ว่าเป็นคนที่มีความต้องการพิเศษ ทั้งนี้เพราะสังคมยอมรับและมีบรรทัดฐาน (norm) ที่เป็นตัวกำหนด หรือคาดการณ์ไว้ว่าทุกคนจะต้องทำอย่างนั้น อย่างนี้ สำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษนั้นเราก็อาศัยบรรทัดฐาน (norm) ที่มีการศึกษาค้นคว้าและบันทึกเอาไว้ว่า เมื่อเด็กเกิดมาแล้วจะต้องมีอะไรมีลักษณะอย่างไร และสามารถปฏิบัตอย่างไรได้เช่นเดียวกับคนอื่น ๆในสังคมบ้าง รวมไปถึงเรื่องของพัฒนาการหรือพฤติกรรมว่าเหมือนกับที่มีการศึกษาค้นคว้าเอาไว้หรือไม่ หากเกิดมาและมีมีการเบี่ยงเบนไปจากบรรทัดฐานที่กำหนดไว้ เราก็มักจะมีเรียกตามลักษณะที่ขาดหายหรือตามที่บกพร่องไป เช่น เด็กตาบอด เด็กปัญญาอ่อน เด็กแขนด้วน ขาด้วน เป็นต้น นั้นเป็นการเรียกกันตามสภาพที่เห็นว่าไม่เหมือนคนทั่วไป แต่ในทางวิชาการเรามักจะใช้การเรียกรวม ๆ ว่า เด็กที่มีความต้องการพิเศษ ดังนั้นหากจะจำกัดความของคำว่า เด็กที่มีความต้องพิเศษ จะพบว่ามีความหมายที่กว้างมาก ซึ่งองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้พยายามที่จะจำกัดความหรือให้ความหมายของคำว่า เด็กที่มีความต้องการพิเศษ เพื่อให้เป็นแนวทางสำหรับการทำความเข้าใจว่า เด็กที่มีความต้องการพิเศษจะต้องอยู่ในขอบเขต 3 ประการ คือ
1. ความบกพร่อง (Impairment)
2. ไร้สมรรถภาพ (Disability)
3. ความเสียเปรียบ (Handicap)

เพิ่มเติม >>
ประเภทและลักษณะ
เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา (Children with Intellectual Disabilities)
เด็กที่มีความพกพร่องทางการได้ยิน (Children with Hearing Impaired)
เด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกายและสุขภาพ (Children with Physical and Health Impairments)
เด็กที่มีความบกพร่องทางการพูดและภาษา (Children with Speech and Language disorders)
เด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์ (Children with behaviorally and Emotional disorders)
เด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ (LD) (Children with Learning Disabilities)


ลักษณะของเด็กที่มีความต้องการพิเศษประเภทต่าง ๆ

ลักษณะของเด็กที่มีความต้องการพิเศษประเภทต่าง ๆ
เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา
เด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน
เด็กที่มีความบกพร่องทางการเห็น
เด็กที่มีความบกพร่องทางการพูดและภาษา
เด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์
เด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้

การจัดการศึกษาสำหรับเด็กบกพร่องทางสติปัญญา
การจัดการศึกษาสำหรับเด็กบกพร่องทางสติปัญญา
การช่วยเหลือเด็กบกพร่องทางสติปัญญาในชั้นเรียนปกติ
การจัดการศึกษาสำหรับเด็กบกพร่องทางการได้ยิน
การช่วยเหลือเด็กบกพร่องทางการได้ยินในชั้นเรียนปกติ
การจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางการเห็น
การช่วยเหลือเด็กที่มีความบกพร่องทางการเห็นในชั้นเรียนปกติ
การจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกายและสุขภาพ
การช่วยเหลือเด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกายและสุขภาพในชั้นเรียนปกติ

"Learning Disorders " by National Institute of Neurological Disorders and Stroke


Learning Disorders
Also called: Learning differences, Learning disabilities
Learning disorders affect how a person understands, remembers and responds to new information. People with learning disorders may have problems
Listening or paying attention
Speaking
Reading or writing
Doing math
Although learning disorders occur in very young children, they are usually not recognized until the child reaches school age. About one-third of children who have learning disabilities also have ADHD, which makes it hard to focus.
Evaluation and testing by a trained professional can help identify a learning disorder. The next step is special education, which involves helping your child in the areas where he or she needs the most help. Sometimes tutors or speech or language therapists also work with the children. Learning disorders do not go away, but strategies to work around them can make them less of a problem.
National Institute of Neurological Disorders and Stroke

"ความบกพร่องทางการเรียน (Learning Disability) คืออะไร" โดย นันทณี เสถียรศักดิ์พงศ์


ความบกพร่องทางการเรียน (Learning Disability) คืออะไร
นันทณี เสถียรศักดิ์พงศ์
น้อยหน่า
ตอนที่อายุ 14 ปี น้อยหน่ายังคงเป็นคนเงียบ ๆ ไม่ค่อยพูดจากับใคร ตั้งแต่ยังเป็นเด็กน้อยหน่ามักหลีกเลี่ยงที่จะพูดจากับผู้คน จนบางครั้งทุกคนลืมไปว่ามีน้อยหน่าอยู่ที่นั่นด้วย น้อยหน่ามักตกอยู่ในภวังค์ความคิดของเธอเอง นานๆ จะพูดซักครั้ง เวลาที่น้อยหน่าเปิดปากพูดสนทนา น้อยหน่าก็มักเรียกชื่อวัตถุผิดๆ ถูกๆ บ่อยๆ เข้าน้อยหน่าแทบจะไม่มีเพื่อน และมักใช้เวลาส่วนใหญ่ของเธอหมดไปกับการเล่นกับตุ๊กตาหรือกับน้องสาวที่ยังเล็ก ที่โรงเรียนน้อยหน่าเกลียดการอ่านหนังสือและวิชาคณิตศาสตร์ เพราะว่า ตัวอักษร ตัวเลข หรือแม้แต่เครื่องหมาย + และ – ช่างไม่มีความหมายสำหรับเธอเอาเสียเลย น้อยหน่ารู้สึกกลัวตัวเอง เคยมีคนบอกเธอ และทำให้เธอเชื่อว่าเธอเป็นปัญญาอ่อน

มนตรี
มนตรีอายุได้ 46 ปี และยังคงมีปัญหาที่จะเข้าใจในสิ่งที่คนอื่นๆ พูด ตอนที่เขายังเด็ก คำหลายคำฟังดูเหมือนกัน พ่อของมนตรีอดทนที่จะพูดสิ่งต่างๆ ซ้ำแล้วซ้ำอีก แต่เมื่อไหร่ก็ตามถ้าแม่ของเขาเมา แม่มักพุ่งเข้ามาตีเขาด้วยเหตุผลที่เขาไม่ฟัง ภาษาพูดของมนตรีฟังดูขบขัน เขาช่างมีปัญหาในการพูดคำต่างๆ ซึ่งคุณครูที่โรงเรียนบางครั้งไม่เข้าใจเขาเอาเสียเลย เมื่อเพื่อนๆที่ชั้นเรียนเรียกเขาว่า “ไอ้โง่” มนตรีมักจะยกกำปั้นขึ้นมาให้

กานน
กานนอายุ 23 ปี และยังคงดูเหมือนว่ามีพลังงานเหลือเฟือ ตอนที่เป็นเด็กเขามักอยู่ไม่นิ่งเสมอ บางครั้งกระโดดบนเก้าอี้โซฟาได้เป็นหลายชั่วโมงจนกว่าเขาจะเหนื่อยอ่อนหมดแรงไปเอง ช่วงที่เรียนที่โรงเรียนเขาไม่เคยนั่งที่ได้ เขามักจะทำให้การเรียนการสอนหยุดชะงัก แต่ว่าเขาเป็นมิตรกับทุกคน เป็นเด็กดี ดังนั้นผู้ใหญ่ก็เลยไม่โกรธเขามากนัก ปัญหาการเรียนของเขาเริ่มเห็นเด่นชัดเมื่อเขาเรียนอยู่ประถมปีที่ 3 เมื่อคุณครูตระหนักรู้ว่ากานนจำคำได้ไม่กี่คำและเขียนยังกับเด็กที่เรียนอยู่ชั้นประถมปีที่ 1 และคุณครูแนะนำให้กานนเรียนซ้ำชั้นเพื่อให้เขามีเวลาที่จะเรียนให้ทันเพื่อนๆ หลังจากปีหนึ่งผ่านไป พฤติกรรมของเขายังไม่สามารถควบคุมได้ และการอ่านและการเขียนของเขาก็ไม่ดีขึ้นเลย
ความบกพร่องทางการเรียนแตกต่างจากความพิการอย่างอื่น เช่น การพิการแขนขา หรือ ตาบอด ความบกพร่องทางการเรียนเป็นความพิการที่ซ่อนเร้นอยู่ ความบกพร่องทางการเรียนไม่ได้ทิ้งร่องรอยที่ร่างกายหรือทิ้งอาการที่มองเห็นได้ซึ่งอาจช่วยทำให้คนอื่นเข้าใจหรือให้การช่วยเหลือ มีผู้หญิงคนหนึ่งตะโกนใส่หน้ามนตรีว่า “คุณดูเป็นคนฉลาด คุณไม่เหมือนคนพิการ”
ความบกพร่องทางการเรียน เป็นความผิดปกติที่ส่งผลต่อความสามารถของบุคคลในการแปลความหมายสิ่งที่เห็น หรือ สิ่งที่ได้ยิน หรือ เชื่อมโยงข้อมูลจากหลายส่วนของสมองเข้าด้วยกัน ข้อจำกัดในความสามารถดังกล่าวนี้สามารถก่อให้เกิดปัญหาในหลายรูปแบบ เช่น มีความยากลำบากในการพูด และ การเขียน สหสัมพันธ์ด้านการเคลื่อนไหว การควบคุมตนเอง หรือ สมาธิ ความยากลำบากเหล่านี้ส่งผลต่อความสามารถในการเรียนและเป็นอุปสรรคในการเรียนรู้ที่จะอ่าน หรือ เขียน หรือ คิดคำนวณ
ความบกพร่องทางการเรียนเป็นสภาวะที่เกิดตลอดชีวิต ในบางรายอาจส่งผลต่อการใช้ชีวิตของบุคคล ทั้งที่โรงเรียน ที่ทำงาน การทำกิจวัตรประจำวัน ชีวิตครอบครัว และบางครั้งแม้แต่มิตรภาพและการเล่น ในบางรายอาจมีความบกพร่องทางการเรียนหลายด้านซ้อนกัน บางรายอาจมีความบกพร่องทางการเรียนเพียงด้านเดียว ซึ่งปัญหาความบกพร่องทางการเรียนเพียงด้านเดียวมีผลต่อการดำเนินชีวิตน้อย

การวินิจฉัยว่ามี “ความบกพร่องทางการเรียน” ไม่เหมือนกับพวกโรคหัด หรือ คางทูม ซึ่งมีสาเหตุเดียวในการก่อให้เกิดโรคดังกล่าว และสามารถคาดคะเนได้ว่าจะมีอาการอย่างไร ความบกพร่องทางการเรียน เป็นคำที่กินความหมายที่กว้าง ครอบคลุมสาเหตุที่อาจก่อให้เกิดความบกพร่องทางการเรียนจากหลายสาเหตุ อาการ วิธีการรักษา และ ผลการรักษา ทั้งนี้ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่ารูปแบบของความบกพร่องทางการเรียนมีหลากหลาย จึงเป็นการยากที่จะวินิจฉัยหรือบอกสาเหตุที่แน่ชัด และยังไม่มีใครทราบถึงยาหรือวิธีการรักษาที่จะใช้
ปัญหาทางการเรียนทุกปัญหาไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นความบกพร่องทางการเรียน เด็กจำนวนมากที่ช้าในพัฒนาการบางด้านหรือบางทักษะ เพราะเด็กมีความแตกต่างกันโดยธรรมชาติในอัตราเร็วของพัฒนาการแต่ละด้าน ซึ่งบางครั้งอะไรที่ดูเหมือนว่าเป็นความบกพร่องทางการเรียนอาจเป็นเพียงมีพัฒนาการช้าเท่านั้น ในการวินิจฉัยโรคว่าเด็กมีความบกพร่องทางการเรียนหรือไม่ เด็กต้องมีคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่ใช้ในการวินิจฉัยโรค
เกณฑ์และลักษณะสำหรับวินิจฉัยว่าเด็กมีความบกพร่องทางการเรียนปรากฏอยู่ในหนังสืออ้างอิงที่เรียกสั้นๆ ว่า ดีเอสเอ็ม (DSM) ซึ่งย่อมาจาก “The diagnostic and statistical Manual of Mental Disorders“ การวินิจฉัยโรคตามดีเอสเอ็มมักใช้ในกรณีที่มีการสมัครประกันสุขภาพที่ครอบคลุมการบริการในการวินิจฉัยและการให้การบำบัดรักษา






"เด็กที่บกพร่องทางการได้ยิน" โดย นางสาว ศิวพร ใจตุ้ย





เด็กที่บกพร่องทางการได้ยิน
เด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน หมายถึงเด็กหูหนวก และ เด็กหูตึงเด็กหูหนวก เป็นเด็กที่สามารถได้ยินเสียงคนพูดน้อยมาก ใช้เครื่องช่วยฟังก็ไม่ได้ผล ซึ่งเด็กหูตึงเป็นเด็กที่สามารถได้ยินเสียงพูดบ้าง แต่ต้องใช้เครื่องช่วยฟัง ช่วยขยายเสียงให้ชัดเจนขึ้นสาเหตุที่ทำให้หูพิการมาตั้งแต่เด็กขณะที่แม่ตั้งครรภ์อาจได้รับเชื้อ ไวรัสหัดเยอรมัน เยื้อหุ้มสมองอักเสบ และซิฟิลิส ขณะที่แม่ตั้งครรภ์อาจได้รับสารหรือยาที่เป็นอันตราย กรรมพันธุ์ เด็กขาดออกซิเจนเป็นเวลานาน ในขณะทำคลอด เด็กที่ต้องคลอดก่อนกำหนด ทำอย่างไรถึงจะรู้ว่าเด็กมีความพิการทางหูจากคำแนะนำของคุณหมอเด็ก จากโรงพยาบาลที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่ง กล่าวว่า ถ้าอยากจะรู้ว่าเด็กคนนั้นมีความผิดปกติทางหูหรือไม่นั้น ต้องอาศัยการตรวจอย่างละเอียด อย่างสม่ำเสมอ ตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 1 ขวบ ซึ่งการตรวจเช็คนั้นจะมีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้คุณหมอทราบว่าเด็กคนนั้นมีความพิการทางหูหรือไม่ แต่คุณแม่สามารถสังเกตุจากพัฒนาการการได้ยินเสียงของลูกได้ คือ เด็กตั้งแต่แรกเกิด เมื่อได้ยินเสียงดัง เค้าจะผวา อายุ 5 เดือน เค้าก็จะพยายามเปล่งเสียง อ้อ แอ้ เพื่อตอบสนองเวลาเราพูดด้วย และอายุ 9 เดือน ลูกจะพยายามหันมองตามเสียงที่เราเรียก ดังนั้น คุณแม่ควรเฝ้าดูและช่วยกระตุ้นพัฒนาการทางการฟังของลูกน้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งควรพาลูกไปรับวัคซีนและพบคุณหมออย่างสม่ำเสมอ
อ่านต่อคลิกที่นี้ <== [แบบทดสอบ การได้ยินของเด็ก]